RSS

ความเป็นจริง…ท่องเที่ยวภูเก็ต !!!

02 ส.ค.

โลซีซั่นภูเก็ตไม่ดีอย่างที่คิด  อัตราการเข้าพักลดลงแบบฮวบฮาบน่าใจหาย แม้หลายฝ่ายจะพยายามช่วยกันอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่กระเตื้อง วอนรัฐบาลใหม่หันมาให้ความสำคัญช่วยเหลือธุรกิจภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัดภูเก็ตและของประเทศ อย่าปล่อยให้ผู้ประกอบการช่วยเหลือตัวเองฝ่ายเดียว

จากการที่ผู้สื่อข่าว “อินไซด์ภูเก็ต” ได้สัมภาษณ์เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการโรงแรมสถานที่ท่องเที่ยวและสถานบันเทิงในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ พบว่า อัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวในโลว์ซีซั่นปีนี้ย่ำแย่กว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยอัตราการเข้าพักของโรงแรมส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 20-30 เปอร์ เซ็นต์เท่านั้น แม้ว่าราคาขายห้องพักที่ตั้งให้กับเอเย่นต์ในช่วงโลว์ซีซั่นนี้ จะอยู่ในราคาที่ค่อนข้างต่ำมากแล้วก็ตาม แต่ยังคงต้องอาศัยจุดคุ้มทุนอยู่ที่อัตราการการเข้าพักประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ในสภาพการณ์ปัจจุบันโรงแรมโดยส่วนมากจะมีผลประกอบการในช่วงโลว์ซีซั่นนี้ติดลบหรือขาดทุน

ถึงแม้ว่าจะมีโรงแรมไม่กี่แห่งที่ยังคงมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ แต่โรงแรมเหล่านั้น มักจะเป็นกลุ่มโรงแรมที่มีการลดราคากระหน่ำ

หรือไม่ก็มีการส่งเสริมการขายในลักษณะจ่ายหนึ่งคืนแถมหนึ่งคืน  หรือจ่ายสามคืนถึงห้าคืน แถมสามคืนถึงห้าคืน และแถมดินเนอร์หนึ่งมื้อสำหรับสองคน หรือแถมนวดแผนโบราณ หรือแถมสปา อย่างนี้เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ โรงแรมลดราคาอาหารและเครื่องดื่มของแขกในโรงแรมลงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหวัง รักษาสภาพคล่องทางการเงิน หรือเป็นการรักษาสถานภาพของพนักงานเอาไว้เท่านั้น

จากการสัมภาษณ์เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการ ข้างต้นถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยว รวมถึงการสำรวจตลาดของทีมข่าว “อินไซด์ภูเก็ต” แล้ว พอที่จะแยกปัญหาต่างๆ ออกเป็นประเด็นได้ดังนี้

1.เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจยุโรปย่ำแย่ และถดถอยในวงกว้าง เช่น ประเทศกรีซ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ฯลฯ จนทำให้นักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวโดยเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศที่อยู่ใกล้ กับประเทศของตัวเอง หรือท่องเที่ยว Short Haul และย่นระยะเวลาท่องเที่ยวสั้นลง เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย แทนการเดินทางไปท่องเที่ยวในภูมิภาคที่ไกลออกไป หรือ Long Haul เช่น เดินทางมาท่องเที่ยวในแถบประเทศFar East

2.ปัญหาปริมาณห้องพักมีมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว (Room Supply Against Room Demand) จากข้อมูลในปี 2553 ที่ผ่านมา ปริมาณห้องพักของ โรงแรม อพาร์ทเม้นท์  คอนโดฯ โรงแรมบูติคขนาดเล็ก และวิลล่าส่วนตัวในจังหวัดภูเก็ต มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันอัตราของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาพักโดยเฉลี่ยทั้ง ปีมีอัตราการขยายตัวเพียง 5 เปอร์เซ็นเท่านั้น แสดงว่าจำนวนโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต ได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเกินกว่าความต้องการของผู้เข้าพักอย่างมาก  ซึ่งส่งผลให้โรงแรมโดยส่วนมากจำต้องลดราคาในช่วงโลว์ซีซั่นลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของ ราคาในช่วง High Season และเหลือเพียง 1 ใน 5 ของช่วง Peak Season

3.เกิดจากธุรกิจโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวภูเก็ต พังงา และกระบี่ ต้องอาศัยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาโดย Charter Flight เป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายอย่างมาก เหตุผลเพราะธุรกิจเช่าเหมาลำเครื่องบินนำนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่นั้น จะมี Frequency ของการบินเข้าสู่ภูเก็ต และกระบี่  ในช่วง High Season สูงมาก ประมาณกว่า 20 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากตลาด Scandinavian และอีกประมาณกว่า 20 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากตลาดRussia,Siberia, CIS Market

เมื่อรวมเที่ยวบินเช่าเหมาลำในช่วง High และ Peak Season ทั้งหมดแล้วจะมีมากกว่า 60 เที่ยวบินต่อสัปดาห์    ในขณะที่ในช่วง Low Season ตลาด Scandinavian งดบิน โดยเด็ดขาด และตลาด Russia,Siberiaและ CIS Market  จะเหลือเพียงประมาณ 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จึงทำให้นักท่องเที่ยวหายไปจากตลาดไปเป็นจำนวนมาก  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการเข้าพักของโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต พังงา  และกระบี่ กล่าวคือ มีอัตราการเข้าพักที่ต่ำมาก นั่นเอง

4.ปัญหาจากการเกิดขึ้นของ คอนโดมิเนียม อพาร์ท เม้นท์ บูติคโฮเต็ลขนาดเล็ก และวิลล่าส่วนตัว ทางเลือกใหม่ของนักท่องเที่ยวและคู่แข่งขันที่น่ากลัวของธุรกิจโรงแรม จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวในปัจจุบัน เริ่มมีการเปลี่ยนพฤติกรรมในการท่องเที่ยวใหม่  โดยเลือกที่จะพักบูติคโฮเต็ลขนาดเล็ก เช่าหรือซื้ออพาร์ทเม้น คอนโดมิเนียม และวิลล่าส่วนตัว  ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อต้องการเข้าพักเป็นเวลานานแทนการเข้าพักในโรงแรม

นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ต้องการพักนาน  หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หนีช่วงฤดูการหนาวในยุโรปและรัสเซีย ซึ่งมีฤดูหนาวเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อมาพักที่ภูเก็ต

5.ปัญหาผลกระทบจากสถาณการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย ปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน มีผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ในอดีตที่ผ่านมามีหลายประเทศออก Travel Warning แนะนำประชาชนของตนเองว่า ไม่ควรเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังมีหลายๆ ประเทศแจ้งเตือนประชา ชนของตนเองว่า การเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจะไม่ได้ รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัย

6.ปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวอยู่ในระดับที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นในตลาดเอเชีย คงต้องยอมรับกันว่าค่าเงินในช่วงที่ผ่านมาแข็งตัวอย่างยิ่ง ส่งผลให้ Thai land Destination กลายเป็น Destination ที่แพงขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 6 ก.ค. 2552 อัตราการแลกเปลี่ยนเงินยูโรแลกได้ 47.11 บาท เงิน US Dollar ในปี 2552  แลกได้ที่ 30.30 บาท เงินปอนด์สเตอร์ริ่ง  ในปี 2552 หนึ่งปอนด์ แลกได้ 54.60  บาท และในปี 2554 หนึ่งปอนด์แลกได้  49.74  บาท เป็นต้น ซึ่งการลดลงของอัตราแลกเปลี่ยน หรือการแข็งค่าของเงินบาท ถือเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ การท่องเที่ยวของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

7.ปัญหาการแข่งขันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศอาเซี่ยน รายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยว ถือเป็นรายได้เป้าหมายหลักของกลุ่มประเทศอาเซี่ยน ที่มุ้งเน้นจะสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะเห็นว่า ปัจจุบันกลุ่มประเทศอาเซี่ยนที่มุ่งเน้น และ ทุ่มงบประมาณให้กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาด Emer ging Market อาทิ กลุ่มประเทศรัสเซีย และ CIS มาร์เก็ต   ซึ่งเป็นตลาดใหม่และตลาดใหญ่

ปัจจุบันถือได้ว่าประเทศเวียดนามเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทยเป็นอย่างมาก แหล่งข่าวแจ้งว่า ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่ต้องการจะเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม  ไม่จำเป็นว่าต้องขอวีซ่าอีกต่อไปแล้ว  ซึ่ง เหมือนกับการเดินทางเข้าประเทศไทย เหล่านี้ถือเป็นการทำนโยบายระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย เนื่องจากประเทศเวียดนามยังคงมีความเป็นสังคมชนบทและวัฒนธรรม รวมถึง แหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติอยู่มากกว่า

8.ปัญหาข่าวสารในทางลบบนอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวถูกหลอกลวง ในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง  โดยเฉพาะพื้นที่หาดป่าตอง อาทิ ถูกหลอกลวงโดยกลุ่มผู้ประกอบการเจ็ตสกี ตุ๊กๆ มาเฟีย หรือการโก่งราคาขายสินค้าและบริการการท่องเที่ยวอื่นๆ สูงกว่าราคาปกติ  โดยเฉพาะในเขตป่าตอง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ได้พูดถึงการหลอกลวงในการเช่า เจ็ตสกีอย่างน้อย 8-10 กรณี  และนักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่า Jet Ski Scams เป็นเงินจำนวนมาก ประมาณตั้งแต่ 25,000-280,000 บาท ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทางลบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก

จากข้อเท็จจริงข้างต้น ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้านลบต่ออัตราการเข้าพักของโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมซึ่งตระหนักดีว่า จำนวนห้องพักในจังหวัดภูเก็ตนั้นมีมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาพัก จึงได้ตัดสินลดราคาโรงแรมลงต่ำมาก ทั้งยังจัดรายการส่งเสริมการขายตามที่ได้เอ่ยถึงข้างต้น เพื่อให้มีรายได้เพียงพอที่จะจุนเจือ มิให้การประกอบการขาดทุนมากในช่วงโลว์ซีซั่น รวมถึงการรักษาสถานภาพของพนักงานเอาไว้มิให้ส่ง ผลกระทบต่อการตกงานของแรงงานภาคการท่องเที่ยว

อนึ่ง หลายๆ เจ้าของโรงแรมและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวกล่าวว่า ปัจจุบันโรงแรมใดจะได้ลูกค้ามากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่ที่ใครจะลดราคาได้มากกว่ากัน และใครจะส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม ได้มากกว่ากัน ซึ่งส่อมิติในทางลบต่อการประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในระยะยาว และเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับจังหวัดภูเก็ต

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่าที่จะประมวลมาเป็นข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากนี้ยังมีในเรื่องของตัวบทกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว ซ้ำร้ายยังเป็นกฎหมายที่ขัดขวาง หรือรังแกผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวอีกมากมาย เป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยงาน บางสังกัดเข้าไปหาประโยชน์หรือ “ส่วย” จากผู้ประกอบการที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่คอยฉุดรั้งการขยายตัวและการเจริญเติบโตของภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาในระดับจังหวัดที่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารจังหวัด ไล่ไปตั้งแต่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หรือผู้นำชุมชนต่างๆ จะมีแนวคิดและวิสัยทัศน์ในเรื่องดังกล่าวมากน้อยเพียงใด จะเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวที่มีกลุ่มผลประโยชน์ที่คอยทำร้ายทำลายบ้านเมืองหยิบยื่นให้ หรือจะัเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของชาติ

และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยกำลังจากรัฐบาลกลาง ที่จะต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการดูแล แก้ไข และสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณหรือนโยบาย เพื่อช่วยเหลือให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวยังคงสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ก็ได้แต่หวังว่า รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้เห็นความสำคัญของภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ที่เป็นภาคธุรกิจที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศติด 1 ใน 3 ของรายได้หลักของประเทศ การตั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ก็ควรที่จะเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและเข้าใจภาคธุรกิจการท่องเที่ยว รวมไปถึงรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก็ควรที่จะหันมาใส่ใจกับผู้ประกอบการธุรกิจภาคการท่องเที่ยวให้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง อย่างที่รัฐบาลในอดีตได้กระทำ 

เพราะพวกเขาคือ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยว

*************************************************

วิสุทธิ์ ตั้งวิทยาภรณ์ / รายงาน

 
 

ป้ายกำกับ: , ,

One response to “ความเป็นจริง…ท่องเที่ยวภูเก็ต !!!

  1. หางานภูเก็ต

    สิงหาคม 2, 2011 at 1:48 PM

    จิง ๆ ไม่ต้องรอรัฐบาล รวมกลุ่มกันทำขึ้นมาเลยครับ

    แล้วก็ทำการโฆษณา ผ่านเว็บไซต์ ต่าง ๆ

    ช่วย ๆ กันทำ ผมว่าน่าจะผ่านไปได้นะครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: